มะแว้ง Solanum sanitwongsei Craib

  
     ชื่อวิทยาศาสตร์ Solanum sanitwongsei Craib
       
ชื่อวงศ์ : SOLANACEAE
      
ชื่ออื่น ๆ : มะแคว้งกูลา มะแคว้งกูลัว (เชียงใหม่) ปอลอ ปอลือ (แม้ว-ภาคเหนือ) หมากแค้ง มะเขือละคร รับจงกลม (เขมร-นครราชสีมา)
                               ตะโกงลา
ในจะเคาะค่ะ (มลายู-สงขลา) มะแว้งช้าง มะแว้ง (ภาคใต้) เจ็กมิ่งจำ จุยเกีย (จีน)
            

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลักษณะทั่วไป
: มะแว้งต้นมีหนาม : เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก ลักษณะของลำต้นตั้งแข็งแรง มีขนนุ่มขึ้นปกคลุม และมีหนามสั้นขึ้นทั่วไป
ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขาออกมาก ขนาดของลำต้นสูง ประมาณ 3-4 เมตร
ใบ : ใบลักษณะเป็นรูปรี ปลายใบแหลม ริมขอบใบหยักเว้าตื้น ส่วนปลายใบจะแหลม ขนาดของใบยาวประมาณ 4-8 นิ้ว
ดอก : ดอกออกเป็นกระจุก ตามบริเวณง่ามใบ และปลายกิ่ง ดอกเป็นสีขาว มีกลีบดอกและกลีบเลี้ยงอย่างละ 5 กลีบ
เชื่อมโคนกลีบติดกันเป็นหลอด
กลางดอกมีเกสรตัวผู้และตัวเมียติดอยู่กับหลอดกลีบดอกนั้น
ผล : ผลมีลักษณะเป็นรูปกลม ผิวเรียบเกลี้ยง มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ซม. ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่หรือสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีแดงปนส้ม

       


  

  

 
        

มะแว้ง 

     มะแว้ง เป็นทั้งพืชผักที่ใช้เป็นอาหารและเป็นยา สมุนไพร ที่รู้จักกันมานานในด้านโภชนาการ เราใช้ผลสดรับประทาน เป็นผักซึ่งผลของมะแว้ง จะช่วยบำรุงธาตุทำให้เจริญอาหาร สำหรับ ประโยชน์ทางยา ในตำรับยาแผนโบราณทั้งไทย และต่างประเทศ ได้กล่าวถึงสรรพคุณของ มะแว้งไว้ในการใช้ เป็นยาแก้ไอขับเสมหะ และกระทรวงสาธารณสุขได้มีประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2511 ระบุยา "ประสะมะแว้ง" ให้เป็นยาสามัญ ประจำบ้าน แผนโบราณ สำหรับใช้แก้ไอ ขับเสมหะ

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด
ส่วนที่ใช้ : ลำต้น ใบ ผล ราก

การนำไปใช้ประโยชน์


สรรพคุณ : ลำต้น ใช้ลำต้นแห้งประมาณ 10-15 กรัม นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาช่วยย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ
แก้ปวด ฟกช้ำ
ทำให้เลือดหมุนเวียนได้ดี
ใบ ใช้ใบสด นำมาตำให้ละเอียดพอกบริเวณแผล ใช้ห้ามโลหิต แก้ฝีบวมมีหนอง เป็นต้น
ผล ใช้ผลสด นำมาต้มกินเป็นยาแก้ไอ ขับเสมหะ หรือใช้เมล็ดในผล นำมาเผาไฟเอาควันสูดดมแก้ปวดฟันได้
ราก ใช้รากสด นำมาตำให้ละเอียดใช้พอกเท้าที่แตกเป็นแผล
นานาสาระเกี่ยวกับมะแว้งที่มีผลต่อสุขภาพ
  
มะแว้งเป็นยาแก้ไออย่างดี และยังใช้แก้เบาหวานได้ด้วย แค่สรรพคุณ ๒ อย่างนี้ คนไทยไม่ว่าอยู่ภาคไหนๆ ใช้ประโยชน์ได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะเบาหวานซึ่งมีผู้คนเป็นกันมากขึ้น แม้ว่าโรคนี้ไม่หายขาดแต่ถ้ามีมะแว้งคู่บ้าน รู้จักกินก็ช่วยเสริมฤทธิ์การใช้ยาแก้เบาหวานได้ดี มะแว้งที่พูดถึงนี้ พูดกันภาษานักพฤกษศาสตร์ จะแบ่งมะแว้งได้เป็น ๒ ต้นต่างกัน คือ มะแว้งเครือ
ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า
Solanum trilobatum Linn. และ มะแว้งต้น ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Solanum indicum Linn. แต่ถ้าพูดภาษาหมอยาแผนโบราณท่านว่า ทั้ง ๒ ต้นนี้มีสรรพคุณคล้ายคลึงกันใช้แทนกันได้ มะแว้งเครือ เป็นไม้เลื้อย ลำต้นมีหนามแต่ไม่มีขน ผิวใบอาจเรียบหรือมีหนามเล็กน้อย ดอกสีม่วงคล้ายดอกมะเขือ ลูกดิบกลมเล็กๆ มีลาย ลูกสุกเปลี่ยนเป็นสีแดง มะแว้งต้น ที่ต่างกันชัดเจนคือ เป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ ๑ เมตร ลำต้นมีหนามและมีขนสีเทาๆ ใบมีขนหนาแต่มีหนาม ดอกก็มีสีขาวอมม่วงก็คล้ายดอกมะเขือ และผลสุกเปลี่ยนเป็นสีแดงเช่นกัน สรรพคุณทางยานั้นมีความคล้ายคลึงกันมาก แต่มักนิยมใช้มะแว้งเครือมากกว่า แม้กระทั่งนำผลมะแว้งมากินเป็นผักจิ้มน้ำพริก ก็นิยมใช้มะแว้งเครือเช่นกัน ดังนั้นเมื่อดูตามตำรายากลางบ้านของแพทย์ยาไทย พบว่ามีการเคี้ยวกินผลมะแว้งเครือสดๆ ๕-๖ ลูก โดยกินเฉพาะน้ำจนหมดรสขมแล้วคายกากทิ้ง ใช้แก้อาการไอได้ผลชะงัด หรือใช้วิธี นำเอาลูกมะแว้งเครือสดๆ ๕-๑๐ ผล มาตำคั้นเอาแต่น้ำ แล้วแต่งเกลือเล็กน้อย ใช้จิบบ่อยๆ แก้ไอ หรือบางท่านก็เคี้ยวกินผลสดทั้งน้ำทั้งเนื้อก็ได้ผลเช่นกัน การใช้มะแว้งเครือแก้ไอนี้ ไม่ได้มีอยู่ในตำรายากลางบ้านหรือชาวบ้านใช้กันในอดีตเท่านั้น เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่คณะกรรมการอาหารและยา(อย.) อนุญาตให้ใช้มะแว้งเครือผสมอยู่ในตำรายาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นยาแผนโบราณหลายขนาน หรือกระทั่งตำรับยาแก้ไอ มะแว้งไซรัป(น้ำเชื่อมมะแว้ง) ที่ใช้ตัวยาหลักคือผลมะแว้งเครือ ผสมด้วยรากมะแว้งทั้ง ๒ ชนิด แต่งด้วยชะเอมและน้ำผึ้งให้มีรสหวานเพื่อให้เด็กกินได้ด้วย หรือตำรับยาที่ทำเป็นลูกอมมะแว้ง ก็มีจำหน่ายกันพอสมควร มะแว้งแก้ไอนี้ ถ้าส่งเสริมกันดีๆ ทั้งปลูกทั้งการนำมาใช้ จะช่วยลดรายจ่ายของครัวเรือน เท่ากับเพิ่มรายได้ของประเทศได้อีกโข และถ้านำมาเป็นอาหารประจำมื้อสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน ให้กินผลมะแว้งโตเต็มที่จิ้มน้ำพริกเป็นประจำ ก็สามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ ซึ่งคนไทยเวลานี้มีผู้ที่เป็นเบาหวานมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นโรคเรื้อรังที่บั่นทอนสุขภาพและดูดเงินออกจากกระเป๋าคนไทยอย่างมาก ผลมะแว้งทั้งสองชนิดยังมีวิตามินเออยู่สูงด้วย มีการนำมะแว้งเครือและมะแว้งต้นศึกษาในสัตว์ทดลอง พบว่าสามารถลดน้ำตาลในเลือดในสัตว์ทดลองได้ แม้ว่ายังไม่มีการศึกษาขั้นลึกซึ้งกับคน แต่ในทฤษฎีการแพทย์แผนไทยให้หลักการไว้ว่า รสยาแต่ละรสให้สรรพคุณยาที่ต่างกัน รสขม โดยทั่วๆ ไปจะมีส่วนช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ เช่น บอระเพ็ด มะระ ฟ้าทะลายโจร ลูกมะแว้งทั้ง ๒ ชนิดก็มีรสขม จึงมีสรรพคุณแต่โบราณใช้แก้เบาหวาน และถ้าจะกล่าวให้ครบตามสรรพคุณโบราณ ผลมะแว้งเครือ ใช้แก้ไอ ขับเสมหะ แก้น้ำลายเหนียว รักษาโรคเบาหวาน บำรุงดี บำรุงเลือด แก้โลหิตออกทางทวารหนักและทวารเบา และเพื่อให้องค์ความรู้ของมะแว้งครบถ้วนจะได้เป็น “ภูมิปัญญาของสังคม” (ของสาธารณะ) ทางมูลนิธิสุขภาพไทย ได้เคยตีพิมพ์ คู่มือการปลูกสมุนไพรเพื่อเศรษฐกิจชุมชน ชื่อว่า ปลูกยารักษาป่า ซึ่งแนะนำการปลูกมะแว้งเครือไว้ว่า “เก็บเมล็ดจากผลแก่จัดสีแดง อย่าตากทิ้งไว้นาน จะทำให้อัตราการงอกลดลง แกะเมล็ดออกล้างน้ำแล้วเพาะใส่ถุงทันที เมล็ดจะงอกดี .... เมื่อกล้าอายุได้ ๒ เดือน จึงย้ายปลูก พรวนดินและกำจัดวัชพืช ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ระยะปลูกระหว่างต้นและระหว่างแนว ๑ คูณ ๑ เมตร กลบดิน รดน้ำให้ชุ่ม เมื่ออายุได้ ๑-๒ เดือน ต้องทำค้างให้เลื้อยขึ้น คอยถอนหญ้ารอบโคนต้น ตัดแต่งกิ่งแห้งทิ้ง และรดน้ำให้บ้าง ถ้าความชุ่มชื้นในดินสม่ำเสมอ จะเก็บผลได้ตลอดปี” ที่ว่ามานี้สำหรับท่านที่คิดปลูกเป็นแปลงๆ เพื่ออาชีพเสริม แต่ถ้าปลูกในกระถางหรือรอบรั้วบ้าน ก็ปลูกได้ทั่วไป มะแว้งขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด ถ้าให้ดีก็ต้องเป็นดินร่วน ระบายน้ำดี มะแว้งเครือเป็นต้นไม้ชอบแดด อายุสัก ๗-๘ เดือน เก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้วจ้า ท่านที่สนใจปลูกเองก็ลองสำรวจบ้านใกล้เรือนเคียง แล้วขอผลแก่มาเพาะได้ไม่ยาก

มะแว้งต้นและมะแว้งเครือ
       มะแว้งต้น และ มะแว้งเครือ เป็นพืชผักสมุนไพรคนละต้นกัน แต่อยู่ในวงศ์  SOLANACEAEเดียวกัน มะแว้งต้นนั้นยังแบ่ง
ออกเป็น
2 ชนิด คือ  มะแว้งต้นไร้หนาม (Solanum sanitwongsei Craib) และมะแว้ง  ต้นมีหนาม (Solanum violaceum Ortega)
    
มะแว้งต้นทั้งสองชนิดนี้มีลักษณะใบและทรงต้นคล้ายมะเขือเปราะ มะเขือ  เสวย มะเขือขื่น ฯลฯ จัดเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง ความสูงประมาณ 100-150  เซนติเมตร มีอายุ 2-5 ปี มีขนสั้นๆ ปกคลุมทั่วไป ผลเดี่ยวกลมสีเขียวอ่อน  และบางชนิดผลอ่อนสีค่อนข้างขาว เมื่อผลสุกจะเปลี่ยนเป้นสีส้ม ผลมีขนาด  เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร ผลมะแว้งสดมีรสขม  

     มะแว้งเครือ (Solanum trilobatum Linn.) บางครั้งเราเรียกมันว่า  มะแว้งเถา ลักษณะทรงต้นเป็นไม้พุ่มกึ่งเลื้อยหรือทอดต้น ลำต้นและใบ  สีเขียวเข้ม ผิวเรียบ เป็นมันวาว สะท้อนแสง มีหนามสีขาวใสแหลมคม กระจายทั่วทั้งต้นและก้านใบ ขอบใบเว้า ผลกลม เมื่อยังดิบสีเขียวอ่อน มีลายผลสีเขียวตามยาวไปหาขั้วผล เมื่อสุกผลจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ดอกมะแว้งเครือเกิดเป็นช่อ กลีบดอกสีม่วงสด อับเรณูเป็นสีเหลืองสด ตัดกันดูสวยงาม ผลมะแว้งสดมีรสขมเช่นเดียวกับมะแว้งต้น

     พืชในวงศ์ Solanum มีประมาณ 1,500 สปีชี่ส์ ส่วนใหญ่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนและกึ่งร้อนในอเมริกากลาง อเมริกาใต้ ออสเตรเลีย อเมริกา และประมาณ 25 สปีชี่ส์ มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มะแว้งต้นมีขึ้นกระจัดกระจายตั้งแต่อินเดียตลอดไปถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การใช้ประโยชน์ทางด้านอาหาร
- ผลอ่อนเผาไฟให้สุก รับประทานกับ ลาบ ก้อย ป่นปลา (ภาคอีสาน)
- ผลอ่อนรับประทานกับน้ำพริกปลาทู (ภาคกลางและกรุงเทพฯ)
- ผลอ่อนสดและผลสุกใช้รับประทานสดประกอบอาหาร หรือใช้เป็นอาหารตามฤดูกาล
(ผักพื้นบ้านภาคอีสาน, 2541 หน้า 216 - 219 ; Prosea , Vegetables 8 ,1996 p.249-252)
สรรพคุณทางยาสมุนไพร
- รากมะแว้งต้นชนิดมีหนามใช้รักษาโรคหลอดลมอักเสบและโรคหอบหืด (bronchitis and asthma) เมล็ดใช้แก้ปวดฟัน (Prosea,1996)
- ผลสดมะแว้งต้นชนิดไม่มีหนาม แก้ไอ ขับเสมหะ รักษาเบาหวาน ขับปัสสาวะ มีการทดลองในสัตว์พบว่า น้ำสกัดผลมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด แต่มีฤทธิ์น้อย ระยะการออกฤทธิ์สั้น
พบสเตียรอยด์ประมาณค่อนข้างสูง ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน (สมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ, 2539)
- ผลสดมะแว้งเครือ เป็นส่วน ผสมหลัก ในยาประสะ (เข้าเครื่องยา) มะแว้งขององค์การเภสัชกรรมซึ่งผลิตขึ้นตาม ตำรับยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ
- ส่วนประกอบสำคัญยาสมุนไพรแผนโบราณ "มะแว้ง" ขององค์การเภสัชกรรม คือ ผลมะแว้ง 16 ส่วน ใบกะเพรา 4 ส่วน
 (ใบกะเพรา-ขับลม แก้ปวดท้อง ท้องเสีย คลื่นไส้อาเจียน) ใบตานหม่อน 4 ส่วน(ใบตานหม่อน - แก้ตานซางในเด็ก รักษาลำไส้ ฆ่าพยาธิ) ใบสวาด 4 ส่วน(ใบสวาด-ขับลม แก้จุกเสียด แก้ปัสสาวะพิการ) หัว(เหง้า) ขมิ้นอ้อย 3 ส่วน (เหง้าขมิ้นอ้อย - แก้ท้องร่วง อาเจียน    แก้ไข้ ผสมในยาระบายเพื่อให้ระบายน้อยลง สมานแผล) และสารส้ม 1 ส่วน
(สมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ, 2539 และ จากซองบรรจุยาสมุนไพรมะแว้งขององค์การเภสัชกรรม ผลิตเมื่อ 20 เมษายน 2542)

 - มะแว้งเครือตำรายาไทย ใช้ผลสดแก้ไอ ขับเสมหะ ใช้ขนาด 4-10 ผล โขลกหรือตำพอแหลก คั้นเอาน้ำ ใส่เกลือเล็กน้อย   จิบบ่อยๆ หรือเคี้ยวกลืนเฉพาะน้ำจนหมดรสขม ผลสดมะแว้งเครือใช้ขับปัสสาวะ แก้ไข้ และเป็นยาขมเจริญอาหารด้วย
(สมุนไพรสวนสิรีรุกชาติ, 2539 หน้า 190-191)
-มะแว้งทั้งสามชนิด คือ มะแว้งต้นไร้หนาม (Solanum sanitwongsei Craib) มะแว้งต้นมีหนาม (Solanum violaceum Ortega) และมะแว้งเครือ (Solanum triobatum Linn.) มีสรรพคุณเป็นผักสมุนไพรรักษาโรคเหมือนกัน คือ แก้ไอ ขับเสมหะ และเจริญอาหาร
(ผักไทย-ยาไทย
, 2539 หน้า 2 )

รสและประโยชน์ต่อสุขภาพ
ผลสดมะแว้งขมจัด อมรสเฝื่อนเล็กน้อย ช่วยเจริญอาหาร บำรุงธาตุ ขับลม ผลมะแว้งสด 100 กรัม ให้พลังงานต่อร่างกาย 59 กิโลแคลอรี ประกอบด้วยเส้นใย 3.3 กรัม แคลเซียม 50 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 68 มิลลิกรัม เหล็ก 1 มิลลิกรัม วิตามินเอ 1,383 IU วิตามินบี 1 0.04 มิลลิกรัม วิตามินบี 2 0.10 มิลลิกรัม ไนอาซิน 8.4 มิลลิกรัม วิตามินซี 6 มิลลิกรัม
(สรุปผลการประชุมสัมมนา ผักพื้นบ้านอาหารธรรมชาติอีสานและสมุนไพรไทย ครั้งที่ 3 , 2541 หน้า 59 สถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรสกลนคร สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล)

การปลูกและดูแลรักษา

มะแว้งขยายพันธุ ์ด้วยเมล็ด ตามปรกตินกจะเป็นตัวกระจายพันธุ์ โดยเฉพาะมะแว้งเครือจะพบขึ้นเองตาม ธรรมชาติแถว กรุงเพทฯ นนทบุรี และจังหวัดปริมณฑลของกรุงเทพฯ ส่วนต่างจังหวัดทั่วประเทศนกก็จะ เป็นตัวกระจายพันธุ์มะแว้งต้น ทั้งชนิดมีหนามและไม่มีหนาม ในลักษณะของการปลูกเพื่อขายหรือทำยาสมุนไพร ก็จะมีปลูกกันป็นธุรกิจบ้างสำหรับสวนครัวในบ้านนั้น น้อยบ้านนักที่จะนำมะแว้งมาปลูกเพือ่รับประทานเป็นผัก ประเภทผลรับประทานสด แต่ในชนบทอีสาน คนพื้นบ้านอีสานนิยมบริโภคผักพื้นบ้านที่มีรสขมเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่แปลกที่คนพื้นบ้านอีสานจะรับประทานมะแว้งผลสดเป็นผักสด มะแว้งต้นมีหนามจะใช้เวลางอกจากเมล็ดนาน 1-2 สัปดาห์หรือมากกว่าเล็กน้อย ต้นมะแว้งจะออกดอกเมื่อต้นมีอายุประมาณ 2-3 เดือน ผลมะแว้งต้นมีหนามสามารถเก็บเป็นผลสดได้ภายหลังจากดอกบานและผสมพันธุ์แล้วประมาณ 2-4 สัปดาห์ มะแว้งต้นชนิดมีหนาม ช่อดอกหนึ่งๆ จะติดผลปีละ 2 -8 ผล ต้นมะแว้งมีอายุยืนยาวได้มากกว่า 1 ปีขึ้นไป
การหยอดเมล็ดมะแว้งต้นมีหนามเพื่อการขยายพันธุ์ ควรหยอดลึกประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร อุณหภูมิที่ ต้นมะแว้งเจริญเติบโตได้ดี คือ 25-32 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 80 เปอร์เซ็นต์และมีร่มเงาประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ เราจะย้ายกล้ามะแว้งจากกระบะเพาะลงถุงพลาสติกดำสำหรับปลูกเมื่อต้นมะแว้งมีใบจริง 2-3 ใบ และเมื่อต้นมะแว้งมีความสูง 15 - 20 เซนติเมตรในถุงปลูก จึงย้ายจากถุงปลูกลงแปลงปลูกกลางแจ้ง โดยใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 1 เมตร ระยะระหว่างแถวห่างกัน 1 เมตร
ถ้าจะปลูกเป็นสวนครัว ควรปลูกในกระถางมังกรที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 17 นิ้ว ลึก 15นิ้ว ปลูกเพื่อเป็นไม้ประดับและเป็นพืชสมุนไพรในบ้าน ถ้าปลูกมะแว้งเครือก็ต้องทำซุ้มให้ต้น เลื้อยคลุมในลักษณะกึ่งร่มกึ่งแดดจึงจะดูสวยงาม และไม่มีอันตรายจากหนามของมัน เพราะให้ ขึ้นและเจริญเติบโตเป็นที่เป็นทาง ศัตรูของมะแว้งต้นมีหนามมีอยู่ตัวเดียว
คือไส้เดือน ฝอยรากปม (
Meloidogyne aenaria
)

 น้ำพริกมะแว้งกุ้งสด 

1. กะปิ (นำไปเผา โดยใช้ใบตองห่อ) 1 ช้อนโต๊ะ
2. กระเทียมปอกแล้ว 1 ช้อนโต๊ะ
3. กุ้งแห้ง 1 ช้อนโต๊ะ
4. กุ้งสด ลวก 6-8 ตัว 
5. พริกขี้หนู 15-20 เม็ด
6.น้ำปลา เกลือ น้ำตาลปิ๊บ มะนาว
มะแว้ง มะเขือเปาะ

วิธีทำ
1. โขลกกุ้งแห้งกับเกลือให้ละเอียด โขลกกระเทียมกับกะปิลงไปด้วย ใส่พริกขี้หนู 7 -10 เม็ด ฉีกกุ้งสดลวกเป็นคำๆ ใส่มะนาว น้ำตาลปิ๊บ และน้ำปลานิดหน่อย ชิมรสตามใจชอบ บุบพริกขี้หนูที่เหลือและมะแว้งทุบลอยหน้าน้ำพริก และผ่ามะเขือเปาะบุบเอาเมล็ดออก ใส่ลงไปด้วย
2. ผักที่รับประทานกับน้ำพริก มะเขือ แตงกวา ถั่วฝักยาว ถั่วพูอ่อนๆ ขมิ้นขาว มะเขือยาว ชะอมชุบไข่ทอด หน่อไม้ต้ม ฯลฯ
ปลาทูนึ่งทอดกรอบ

 

                                                                                                                       

Copyright ©  2008  http://www.Boonrarat.net  All right  reverse
Boonrarat Chairat  Kangkhrowittaya  School   E-mail address : Boonrarat@hotmail.com
mobile: 087-4540246